เนื่องจากการบริการรถสาธารณะในภูเก็ตยังไม่สะดวกเหมือนในกรุงเทพฯ ผู้ที่ไปท่องเที่ยวหรือทำธุรกิจในจังหวัดภูเก็ตส่วนใหญ่จึงมักจะมีโอกาสได้ใช้บริการรถเช่า อันนี้ไม่รวมถึงนักท่องเที่ยวหมู่คณะนะครับ เพราะเขาจะมีการจัดเตรียมรถบัส หรือรถตู้ไว้อยู่แล้ว
ถ้าจะใช้บริการรถเช่า ขอแนะนำให้จองรถล่วงหน้าครับ เนื่องจาก หากท่านมาถึง ท่าอากาศยานภูเก็ต หรือ สถานีขนส่ง (บ.ข.ส.) แล้วจึงค่อยหารถเช่า ท่าอาจจะผิดหวัง และไม่ได้รับความสะดวก อาจเนื่องมาจาก รถเช่าถูกจองเต็มล่วงหน้าเรียยร้อยแล้ว โดยเฉพาะช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว หรือ High Season หรืออาจต้องเสียเวลารอ ถ้ารถไม่พร้อม เพราะฉะนั้น จองรถเช่า จองล่วหน้าดีกว่าครับ จะได้ไม่เสียเวลา และเที่ยวหรือทำธุระได้ทันที
ถ้าจะจองรถล่วงหน้าที่เพียวคาร์เร้นท์ ท่านสามารถจองได้โดย
- จองผ่านเว็บไซต์ www.PureCarRent.com และสามารถดูข้อมูลรถเช่า และเงื่อนไขต่างๆในเว็บไซต์ได้เลยครับ
- จองผ่านโทรศัพท์ 076 211002, 076 217797, 076 256797
เพื่อเป็นข้อมูลให้ท่านได้พิจารณา บริการรถสาธารณะที่มีในภูเก็ต มีดังนี้ครับ
- Airport Bus ที่วิ่งรับส่งจาก ท่าอากาศยานภูเก็ต ไปยัง ตัวเมืองภูเก็ต
- รถตู้ Limousine ให้บริการรับส่งจาก ท่าอากาศยานภูเก็ต ไปยัง หาดป่าตอง หาดกะตะ หาดกะรน
- รถสองแถว ให้บริการ ระหว่างตัวเมืองภูเก็ต ไปยังหาดต่างๆ เช่น หาดป่าตอง หาดกะตะ หาดกะรน หาดราไวย์ หาดไนหาน หาดสุรินทร์ หาดกมลา
- รถแท็กซี่ หรือ รถแท็กซี่มิเตอร์ ส่วนมากจะจอดอยู่ที่ ท่าอากาศยานภูเก็ต สถานีขนส่ง (บ.ข.ส.) และตามโรงแรมใหญ่ๆครับ ยังไม่ค่อยมีวิ่งให้บริการทั่วไปตามท้องถนนเหมือนในกรุงเทพฯ
- รถตุ๊กๆ มีให้บริการในเขตตัวเมืองภูเก็ต หาดบางหาด โดยเฉพาะหาดสำคัญ เช่น หาดป่าตอง หาดกะตะ หาดกะรน
- รถเมล์ มีเฉพาะในเมือง และไม่สามารถให้บริการได้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด
ข้อมูลโดย เพียวคาร์เร้นท์ (Pure Car Rent)
เว็บไซต์ http://www.purecarrent.com/
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภูเก็ต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภูเก็ต แสดงบทความทั้งหมด
08 เมษายน 2552
29 มีนาคม 2552
เที่ยวภูเก็ต ไปเมื่อไหร่ดี
เที่ยวภูเก็ต ไปเมื่อไหร่ดี เป็นคำถามหนึ่งที่ผมถูกถามบ่อยที่สุดเนื่องจากเป็นเด็กภูเก็ตตัวจริง อันนี้มีหลายปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงครับ
ประการแรกคงหนีไม่พ้นเรื่องลมฟ้าอากาศครับ เพราะคนมาเที่ยวภูเก็ตส่วนใหญ่ก็คงจะนึกถึง ทะเล หาดทราย และแสงแดด (แม้ว่าคนไทยส่วนมากจะกลัวผิวดำ) เพราะฉะนั้นคงไม่มีใครอยากมาภูเก็ตตอนช่วงมรสุม หรือช่วงที่มีฝนมากใช่ไหมครับ
ช่วงเวลาที่เหมาะจะท่องเที่ยวภูเก็ตมากที่สุดก็เป็นเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนเมษายน หรือที่เขาเรียกว่าช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว หรือ High Season นั่นเอง เป็นช่วงเวลาที่มีฝนน้อยครับ แต่ไม่สามารถรับประกันได้นะครับว่าจะไม่เจอฝน มีอยู่ปีหนึ่ง ผมจำได้มีฝนตกติดต่อกันหลายวันในช่วงเดือนธันวาคม ทำให้ฝรั่งหลายคนที่มาเซ็งไปตามกันเลย
และแน่นอนช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม เป็นช่วงมรสุม มีฝนตกเยอะ เรียกว่าช่วง Low Season หรือเดี๋ยวนี้เขาเรียกใหม่ให้ดูดีว่า Green Season แต่ก็มีบางโอกาสที่ฝนทิ้งช่วงก็มาเที่ยวได้นะครับ
อีกปัจจัยหนึ่งที่จะต้องคำนึงถึงก็คือ ในช่วงมรสุมนั้นเราไม่แนะนำให้เล่นน้ำทะเลครับ โดยเฉพาะชายหาด้านตะวันตกของเกาะภูเก็ต เนื่องจากคลื่นลมแรง และมีคลื่นใต้น้ำที่สามารถเป็นอันตรายได้ ชาวต่างชาติหลายคนไม่เชื่อ เพราะเขาก็เคยเล่นน้ำในบ้านเมืองเขาที่มีคลื่นสูงกว่าภูเก็ต ก็ต้องมาจบชีวิตลงเพราะไม่สามารถว่ายสู้กับแรงดูดของคลื่นใต้น้ำได้ก็มี ไม่ได้เล่าให้กลัวนะครับ แต่ให้ระวัง ถ้าเดินเล่นน้ำทะเลตามชายหาดก็ไม่มีปัญหาอะไร
ประการที่สอง เกี่ยวเนื่องมาจากลมฟ้าอากาศข้างต้นครับ คือราคาค่าบริการต่างๆในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเกี่ยวข้องกับฤดูกาลอย่างชัดเจน คือ ช่วง High Season อะไรอะไรก็จะมีราคาสูงกว่าช่วง Low Season โดยเฉพาะช่วงเดือนธันวาคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจะเป็นช่วงฤดูหนาวของทางยุโรป และอเมริกา ทำให้มีนักท่องเที่ยวหนีหนาวเข้ามาเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตเป็นจำนวนมาก แน่นอนครับราคาสินค้าและบริการต่างๆก็ต้องสูงขึ้งเป็นธรรมดา โดยเฉพาะช่วงวันที่ 20 ธันวาคม ถึง 10 มกราคม เป็นช่วงที่ราคาสูงที่สุด เรียกว่า Peak Period คือเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวมาอย่างคับคั่ง โดยเฉพาะในคืนก่อนวันคริสต์มาส และคืนก่อนวันปีใหม่ ราคาของโรงแรมจะแพงเป็นพิเศษ และหากเป็นโรงแรมใหญ่ๆหรูๆ เขาก็จะบังคับให้แขกของโรงแรมทุกคนซื้ออาหารค่ำของโรงแรมที่เรียกว่า Gala Dinner ซึ่งแน่นอนครับราคาไม่ถูกแน่
ส่วนช่วงวันสงกรานต์ก็จะมีคนมาเที่ยวเยอะ ถึงแม้ราคาโรงแรมและบริการต่างๆจะไม่แพงเท่าช่วง Peak Period แต่ก็มีคนมาจำนวนมากครับ ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็มาช่วงอื่นดีกว่า
ช่วงเทศกาลกินเจ หรือที่ชาวภูเก็ตเรียกว่า เทศกาลถือศีลกินผัก ก็เป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจที่จะไปเที่ยวภูเก็ตนะครับ เพราะนอกจากจะมีโอกาสได้ทำบุญ ทำจิตใจให้สบายแล้ว ยังมีโอกาสได้ดูขบวนแห่พระ และพิธีกรรมอันศักสิทธิ์ต่างๆตลอดช่วง 9 วันของเทศกาลกินผักด้วย
อีกอย่างที่ต้องคำนึงถึงคือ หากท่านคิดจะเดินทางไปเที่ยวตามเกาะต่างๆรอบๆภูเก็ตละก็ ต้องคำนึงถึงเรื่องฤดูกาล ลมฟ้าอากาศด้วย ถ้าเป็น เกาะพีพี เกาะเฮ อ่าวพังงา ไปได้ทั้งปีครับ เพราะอยู่ไม่ไกลและใกล้แผ่นดิน คลื่นลมจึงไม่แรงมาก ยกเว้นช่วงที่ฝนตกหนักมีพายุจริงๆบริษัททัวร์ก็จะหยุดให้บริการ แต่หากท่านต้องการไป หมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะสุรินทร์ เกาะรายา ต้องไปช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนเมษายนเท่านั้น ส่วนเกาะรายานั้นเดี๋ยวนี้เขาก็ไปกันช่วง Low Season ด้วย แต่ผมก็ไม่ค่อยจะแนะนำเท่าไหร่เพราะคลื่นแรง แต่ถ้าจะไปก็ไปได้ครับ
สรุป ถ้าจะให้แนะนำ เที่ยวสนุกและประหยัด ก็ไปเที่ยวภูเก็ตในเดือนพฤศจิกายน หรือมีนาคมเพราะฝนน้อย นักท่องเทียวต่างชาติก็ไม่เยอะมากนัก หรือถ้าอยากประหยัด ช่วง Low Season ก็ไม่เลวนะครับ หาช่วงที่ฝนทิ้งช่วง และก็จองตั๋วไปกันเลย เพราะตั๋วรถ หรือเครื่องบินก็คงพอหาได้ ส่วนที่พักก็ไม่เต็มชัวร์ แถมราคาถูกด้วย ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องงนประมาณก็เที่ยวช่วง High Season เดือนไหนก็ได้ ควรหลีกเลี่ยงช่วง Peak Period (ปลายเดือนธันวาคม ถึงต้นเดือนมกราคม) เพราะราคาโรงแรมและบริการต่างๆจะแพงมาก บางที่แพงขึ้น 2-3 เท่าก็เคยมีครับ
ข้อมูลโดย เพียวคาร์เร้นท์ (Pure Car Rent)
เว็บไซต์ http://www.purecarrent.com/
ประการแรกคงหนีไม่พ้นเรื่องลมฟ้าอากาศครับ เพราะคนมาเที่ยวภูเก็ตส่วนใหญ่ก็คงจะนึกถึง ทะเล หาดทราย และแสงแดด (แม้ว่าคนไทยส่วนมากจะกลัวผิวดำ) เพราะฉะนั้นคงไม่มีใครอยากมาภูเก็ตตอนช่วงมรสุม หรือช่วงที่มีฝนมากใช่ไหมครับ
ช่วงเวลาที่เหมาะจะท่องเที่ยวภูเก็ตมากที่สุดก็เป็นเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนเมษายน หรือที่เขาเรียกว่าช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว หรือ High Season นั่นเอง เป็นช่วงเวลาที่มีฝนน้อยครับ แต่ไม่สามารถรับประกันได้นะครับว่าจะไม่เจอฝน มีอยู่ปีหนึ่ง ผมจำได้มีฝนตกติดต่อกันหลายวันในช่วงเดือนธันวาคม ทำให้ฝรั่งหลายคนที่มาเซ็งไปตามกันเลย
และแน่นอนช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม เป็นช่วงมรสุม มีฝนตกเยอะ เรียกว่าช่วง Low Season หรือเดี๋ยวนี้เขาเรียกใหม่ให้ดูดีว่า Green Season แต่ก็มีบางโอกาสที่ฝนทิ้งช่วงก็มาเที่ยวได้นะครับ
อีกปัจจัยหนึ่งที่จะต้องคำนึงถึงก็คือ ในช่วงมรสุมนั้นเราไม่แนะนำให้เล่นน้ำทะเลครับ โดยเฉพาะชายหาด้านตะวันตกของเกาะภูเก็ต เนื่องจากคลื่นลมแรง และมีคลื่นใต้น้ำที่สามารถเป็นอันตรายได้ ชาวต่างชาติหลายคนไม่เชื่อ เพราะเขาก็เคยเล่นน้ำในบ้านเมืองเขาที่มีคลื่นสูงกว่าภูเก็ต ก็ต้องมาจบชีวิตลงเพราะไม่สามารถว่ายสู้กับแรงดูดของคลื่นใต้น้ำได้ก็มี ไม่ได้เล่าให้กลัวนะครับ แต่ให้ระวัง ถ้าเดินเล่นน้ำทะเลตามชายหาดก็ไม่มีปัญหาอะไร
ประการที่สอง เกี่ยวเนื่องมาจากลมฟ้าอากาศข้างต้นครับ คือราคาค่าบริการต่างๆในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเกี่ยวข้องกับฤดูกาลอย่างชัดเจน คือ ช่วง High Season อะไรอะไรก็จะมีราคาสูงกว่าช่วง Low Season โดยเฉพาะช่วงเดือนธันวาคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจะเป็นช่วงฤดูหนาวของทางยุโรป และอเมริกา ทำให้มีนักท่องเที่ยวหนีหนาวเข้ามาเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตเป็นจำนวนมาก แน่นอนครับราคาสินค้าและบริการต่างๆก็ต้องสูงขึ้งเป็นธรรมดา โดยเฉพาะช่วงวันที่ 20 ธันวาคม ถึง 10 มกราคม เป็นช่วงที่ราคาสูงที่สุด เรียกว่า Peak Period คือเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวมาอย่างคับคั่ง โดยเฉพาะในคืนก่อนวันคริสต์มาส และคืนก่อนวันปีใหม่ ราคาของโรงแรมจะแพงเป็นพิเศษ และหากเป็นโรงแรมใหญ่ๆหรูๆ เขาก็จะบังคับให้แขกของโรงแรมทุกคนซื้ออาหารค่ำของโรงแรมที่เรียกว่า Gala Dinner ซึ่งแน่นอนครับราคาไม่ถูกแน่
ส่วนช่วงวันสงกรานต์ก็จะมีคนมาเที่ยวเยอะ ถึงแม้ราคาโรงแรมและบริการต่างๆจะไม่แพงเท่าช่วง Peak Period แต่ก็มีคนมาจำนวนมากครับ ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็มาช่วงอื่นดีกว่า
ช่วงเทศกาลกินเจ หรือที่ชาวภูเก็ตเรียกว่า เทศกาลถือศีลกินผัก ก็เป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจที่จะไปเที่ยวภูเก็ตนะครับ เพราะนอกจากจะมีโอกาสได้ทำบุญ ทำจิตใจให้สบายแล้ว ยังมีโอกาสได้ดูขบวนแห่พระ และพิธีกรรมอันศักสิทธิ์ต่างๆตลอดช่วง 9 วันของเทศกาลกินผักด้วย
อีกอย่างที่ต้องคำนึงถึงคือ หากท่านคิดจะเดินทางไปเที่ยวตามเกาะต่างๆรอบๆภูเก็ตละก็ ต้องคำนึงถึงเรื่องฤดูกาล ลมฟ้าอากาศด้วย ถ้าเป็น เกาะพีพี เกาะเฮ อ่าวพังงา ไปได้ทั้งปีครับ เพราะอยู่ไม่ไกลและใกล้แผ่นดิน คลื่นลมจึงไม่แรงมาก ยกเว้นช่วงที่ฝนตกหนักมีพายุจริงๆบริษัททัวร์ก็จะหยุดให้บริการ แต่หากท่านต้องการไป หมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะสุรินทร์ เกาะรายา ต้องไปช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนเมษายนเท่านั้น ส่วนเกาะรายานั้นเดี๋ยวนี้เขาก็ไปกันช่วง Low Season ด้วย แต่ผมก็ไม่ค่อยจะแนะนำเท่าไหร่เพราะคลื่นแรง แต่ถ้าจะไปก็ไปได้ครับ
สรุป ถ้าจะให้แนะนำ เที่ยวสนุกและประหยัด ก็ไปเที่ยวภูเก็ตในเดือนพฤศจิกายน หรือมีนาคมเพราะฝนน้อย นักท่องเทียวต่างชาติก็ไม่เยอะมากนัก หรือถ้าอยากประหยัด ช่วง Low Season ก็ไม่เลวนะครับ หาช่วงที่ฝนทิ้งช่วง และก็จองตั๋วไปกันเลย เพราะตั๋วรถ หรือเครื่องบินก็คงพอหาได้ ส่วนที่พักก็ไม่เต็มชัวร์ แถมราคาถูกด้วย ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องงนประมาณก็เที่ยวช่วง High Season เดือนไหนก็ได้ ควรหลีกเลี่ยงช่วง Peak Period (ปลายเดือนธันวาคม ถึงต้นเดือนมกราคม) เพราะราคาโรงแรมและบริการต่างๆจะแพงมาก บางที่แพงขึ้น 2-3 เท่าก็เคยมีครับ
ข้อมูลโดย เพียวคาร์เร้นท์ (Pure Car Rent)
เว็บไซต์ http://www.purecarrent.com/
ป้ายกำกับ:
ท่องเที่ยวภูเก็ต,
ภูเก็ต
11 มีนาคม 2552
ขอราคาคนไทยค่ะ/ครับ
จริงๆแล้วผมคิดว่าธุรกิจส่วนมากในภูเก็ตไม่ได้แยกระหว่างราคาคนไทยหรือราค่าฝรั่งนะครับ นักท่องเที่ยวคนไทยหลายๆคนมาเที่ยวภูเก็ต แล้วรู้สึกว่าอะไรๆก็แพงไปหมด เมื่อเปรียบเทียบกับราคาสินค้าและบริการที่จังหวัดอื่น เลยคิดว่าราคาสินค้าในภูเก็ตมีเอาไว้ขายฝรั่งหรือเปล่า ในความเป็นจริงค่าครองชีพในภูเก็ตสูงจริงๆนะครับ เทียบกับอาหารจานเดียวปกติยังแพงกว่าราคาในกรุงเทพฯอย่างน้อยก็ 5-10 บาทเลย เพราะภูเก็ตผลิตอะไรเองไม่ได้ ต้องขนส่งมาจากจังหวัดอื่น สินค้าต่างๆก็เลยแพงกว่าที่อื่น ทีนี้พอสินค้าพื้นฐานแพง ก็เลยส่งผลให้อย่างอื่นแพงตามไปด้วย
น้ำมันที่ภูเก็ตก็ยังต้องแพงกว่าในกรุงเทพฯ และรถยนต์ รถโดยสารส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ใช้ก๊าซ เพราะฉะนั้นรถโดยสารสาธารณะทั่วไปก็แพงด้วย ถ้าเปรียบเทียบกับจังหวัดอื่น อย่างถ้าจ้างแท็กซี่จาก ท่าอากาศยานภูเก็ต ไป ตัวเมืองภูเก็ต ระยะทางประมาณ 35 กม. ถ้าเป็นแท็กซี่มิเตอร์เหมือนในกรุงเทพฯก็คงประมาณ 250-350 บาท แต่แท็กซี่ในภูเก็ตคิดค่าบริการประมาณ 450-550 บาท (ราคาปี พ.ศ. 2551-2552) นอกจากปัจจัยเรื่องค่าน้ำมันที่มีผลต่อค่าโดยสารแล้ว จำนวนผู้โดยสารก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งครับ จำนวนประชากรในภูเก็ตมีไม่มาก และส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ใช้รถสาธารณะจึงทำให้รถแท็กซี่วิ่งได้แค่ขาเดียว หมายความว่าถ้าแท็กซี่ได้ลูกค้าจาก ท่าอากาศยานภูเก็ต ไป ตัวเมืองภูเก็ต ก็ยากที่จะหาลูกค้าขากลับได้ จึงทำมให้ต้นทุนของค่าบริการเพิ่มขึ้นมาก
สำหรับที่ เพียวคาร์เร้นท์ (Pure Car Rent) เอง เราไม่เคยแยกระหว่างราคาคนไทย และราคาฝรั่งเลยครับ ลูกค้าทุกคนได้ราคาในมาตรฐานเดียวกันไม่ว่าชนชาติไหน แต่ถ้าคิดถึงต้นทุนจริงๆแล้ว เราพบว่าการให้บริการลูกค้าฝรั่งมีต้นทุนที่ต่ำกว่าลูกค้าคนไทยครับ อันนี้เราคิดจากค่าเฉลี่ยโดยรวมนะครับ มิใช่คิดถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หลายท่านอาจส่งสัยว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ความจริงก็คือ ลูกค้าฝรั่งส่วนมากใช้รถน้อยกว่าคนไทยครับ ลูกค้าฝรั่งหลายคนของเราใช้รถน้อยมากจริงๆ เฉลี่ยไม่ถึง 30-40 กิโลเมตร/วันก็มี เมื่อใช้รถน้อย รถก็สึกหรอน้อย ต้นทุนของเราก็ต่ำ อีกประการหนึ่งต้องยอมรับว่าความรับผิดชอบ และระเบียบวินัยของฝรั่งมีมากกว่าคนไทยครับ เมื่อนัดรับรถหรือคืนรถก็มักจะมาตรงเวลาหรือมารอก่อนเวลา ก็ทำให้พนักงานรับส่งรถไม่ต้องรอนาน ก็ทำให้ต้นทุนพนักงานของเราลดลง ถ้าได้รู้ข้อเท็จจริงแล้ว สำหรับธุรกิจรถเช่าของเรา จริงๆลูกค้าฝรั่งควรจะได้ราคาถูกกว่าคนไทยด้วยหรือเปล่าครับ
อาจจะมีบางประเภทธุรกิจครับที่ต้องตั้งราคาสินค้าและบริการไว้สูง เพราะถ้ามีไกด์หรือคนขับรถพานักท่องเที่ยวไปซื้อสินค้าหรือบริการ ทางร้านค้าต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้กับไกด์หรือคนขับรถด้วย แต่ร้านค้าส่วนมาก เมื่อเขาเห็นว่าเป็นคนไทยเข้าไปใช้บริการ เขาก็ลดราคาให้อยู่แล้วครับ
หมายเหตุ ที่ผมเขียนนี้เป็นเรื่องที่ผมได้รับประสบการณ์ตรงด้วยตนเอง ที่เขียนคำว่า "คนไทย" ก็เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ผมได้พบเจอ จะต้องขออภัยไว้ตั้งแต่ต้นหากความเห็นบางประการในบทความนี้ขัดแย้งกับความคิดเห็นของท่าน ผมทราบดีว่าการอ้างอิงถึงเชื้อชาติ และศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ผมพยายามเขียนอย่างระวัง และก็เขียนในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่รักความเป็นไทย ผมมั่นใจว่าคนไทยเรามีหลายส่วนที่เป็นส่วนดี และมีหลายส่วนที่ต้องปรับปรุง
ข้อมูลโดย เพียวคาร์เร้นท์ (Pure Car Rent)
เว็บไซต์ http://www.purecarrent.com/
น้ำมันที่ภูเก็ตก็ยังต้องแพงกว่าในกรุงเทพฯ และรถยนต์ รถโดยสารส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ใช้ก๊าซ เพราะฉะนั้นรถโดยสารสาธารณะทั่วไปก็แพงด้วย ถ้าเปรียบเทียบกับจังหวัดอื่น อย่างถ้าจ้างแท็กซี่จาก ท่าอากาศยานภูเก็ต ไป ตัวเมืองภูเก็ต ระยะทางประมาณ 35 กม. ถ้าเป็นแท็กซี่มิเตอร์เหมือนในกรุงเทพฯก็คงประมาณ 250-350 บาท แต่แท็กซี่ในภูเก็ตคิดค่าบริการประมาณ 450-550 บาท (ราคาปี พ.ศ. 2551-2552) นอกจากปัจจัยเรื่องค่าน้ำมันที่มีผลต่อค่าโดยสารแล้ว จำนวนผู้โดยสารก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งครับ จำนวนประชากรในภูเก็ตมีไม่มาก และส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ใช้รถสาธารณะจึงทำให้รถแท็กซี่วิ่งได้แค่ขาเดียว หมายความว่าถ้าแท็กซี่ได้ลูกค้าจาก ท่าอากาศยานภูเก็ต ไป ตัวเมืองภูเก็ต ก็ยากที่จะหาลูกค้าขากลับได้ จึงทำมให้ต้นทุนของค่าบริการเพิ่มขึ้นมาก
สำหรับที่ เพียวคาร์เร้นท์ (Pure Car Rent) เอง เราไม่เคยแยกระหว่างราคาคนไทย และราคาฝรั่งเลยครับ ลูกค้าทุกคนได้ราคาในมาตรฐานเดียวกันไม่ว่าชนชาติไหน แต่ถ้าคิดถึงต้นทุนจริงๆแล้ว เราพบว่าการให้บริการลูกค้าฝรั่งมีต้นทุนที่ต่ำกว่าลูกค้าคนไทยครับ อันนี้เราคิดจากค่าเฉลี่ยโดยรวมนะครับ มิใช่คิดถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หลายท่านอาจส่งสัยว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ความจริงก็คือ ลูกค้าฝรั่งส่วนมากใช้รถน้อยกว่าคนไทยครับ ลูกค้าฝรั่งหลายคนของเราใช้รถน้อยมากจริงๆ เฉลี่ยไม่ถึง 30-40 กิโลเมตร/วันก็มี เมื่อใช้รถน้อย รถก็สึกหรอน้อย ต้นทุนของเราก็ต่ำ อีกประการหนึ่งต้องยอมรับว่าความรับผิดชอบ และระเบียบวินัยของฝรั่งมีมากกว่าคนไทยครับ เมื่อนัดรับรถหรือคืนรถก็มักจะมาตรงเวลาหรือมารอก่อนเวลา ก็ทำให้พนักงานรับส่งรถไม่ต้องรอนาน ก็ทำให้ต้นทุนพนักงานของเราลดลง ถ้าได้รู้ข้อเท็จจริงแล้ว สำหรับธุรกิจรถเช่าของเรา จริงๆลูกค้าฝรั่งควรจะได้ราคาถูกกว่าคนไทยด้วยหรือเปล่าครับ
อาจจะมีบางประเภทธุรกิจครับที่ต้องตั้งราคาสินค้าและบริการไว้สูง เพราะถ้ามีไกด์หรือคนขับรถพานักท่องเที่ยวไปซื้อสินค้าหรือบริการ ทางร้านค้าต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้กับไกด์หรือคนขับรถด้วย แต่ร้านค้าส่วนมาก เมื่อเขาเห็นว่าเป็นคนไทยเข้าไปใช้บริการ เขาก็ลดราคาให้อยู่แล้วครับ
หมายเหตุ ที่ผมเขียนนี้เป็นเรื่องที่ผมได้รับประสบการณ์ตรงด้วยตนเอง ที่เขียนคำว่า "คนไทย" ก็เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ผมได้พบเจอ จะต้องขออภัยไว้ตั้งแต่ต้นหากความเห็นบางประการในบทความนี้ขัดแย้งกับความคิดเห็นของท่าน ผมทราบดีว่าการอ้างอิงถึงเชื้อชาติ และศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ผมพยายามเขียนอย่างระวัง และก็เขียนในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่รักความเป็นไทย ผมมั่นใจว่าคนไทยเรามีหลายส่วนที่เป็นส่วนดี และมีหลายส่วนที่ต้องปรับปรุง
ข้อมูลโดย เพียวคาร์เร้นท์ (Pure Car Rent)
เว็บไซต์ http://www.purecarrent.com/
07 มีนาคม 2552
ไม่กล้าขับรถในภูเก็ต
จริงๆแล้วอยากจะใช้คำว่าไม่มั่นใจที่จะขับมากกว่าครับ หลายๆคนเพียงแค่ไม่มั่นใจที่จะขับรถในต่างถิ่นที่ตัวเองไม่คุ้นเคยครับ ไม่แปลกครับ คนทุกคนมักจะกลัวความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาไปในที่ๆไม่เคยไปมาก่อน แต่ผมอยากจะให้ความมั่นใจครับว่า นักท่องเที่ยวฝรั่ง ต่างชาติ ต่างภาษา อ่านภาษาไทยก็ไม่ออก เขาก็ยังสามารถมาขับรถในภูเก็ตได้อย่างสบาย เพราะฉะนั้นการขับในภูเก็ตไม่ยากเลยครับ
จริงๆแล้วขับรถในจังหวัดภูเก็ตนั้นไม่ยากครับ เพราะถนนหนทางไม่ซับซ้อน มีถนนหลักเพียงไม่กี่เส้น เพียงอาศัยแผนที่ที่มีแจกฟรีทั่วไปก็สามารถขับได้แล้วครับ ผมขอสรุปความกลัวของผู้ที่ไม่เคยขับรถในภูเก็ตดังนี้ครับ
* กลัวหลงทาง
อันนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ครับ เพราะถ้ามีแผนที่แล้ว จะช่วยได้มาก เพราะถนนหนทางภูเก็ตไม่ซับซ้อน จะหลงได้ง่ายก็เฉพาะในตัวเมืองภูเก็ต เนื่องจากมีถนนที่เป็นวันเวย์ตรงใจกลางเมือง แต่ถ้าว่างแผนการเดินทางโดยใช้แผนที่ก่อนเดินทาง ก็สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างสบาย
อีกอย่างครับ ถ้าหลงทางจริงๆก็สามรถกลับรถย้อนไปทางเก่าได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องเสียเวลาหาที่กลับรถไกลๆหลายๆกิโลเมตรเหมือนในกรุงเทพ
* กลัวต้องขับรถขึ้นเขา
ถนนที่จะไปหาดที่สวยงามต่างๆของจังหวัดภูเก็ตนั้นต้องผ่านภูเขาแทบทุกหาดเลยครับ โดยเฉพาะหาดที่สวยงามขึ้นชื่อ ไม่ว่าจะเป็น หาดป่าตอง หาดกะตะ หาดกะรน ถ้าจะขับรถไปก็ต้องผ่านภูเขา เนื่องจากทางด้านตะวันตกของเกาะภูเก็ตมีลักษณะเหมือนมีเทือกเขาทอดยาวตั้งแต่เหนือจรดใต้ครับ แต่ไม่ต้องตกใจนะครับ เพราะภูเขาในภูเก็ตนั้นไม่ได้มีความสูงชันมากมาย และถนนหนทางปัจจุบันค่อนข้างจะดีมาก ความชันของภูเขาส่วนมากน้อยกว่าความชันของสะพานแขวน ร.9 เสียอีก
สรุปว่าไม่ค่อยน่ากลัวครับ แค่ระวัง อย่าขับเร็ว ระวังทางโค้งบ้าง เพราะภูเขาที่ภูเก็ตไม่ได้สูงเหมือนในภาคเหนือ
ข้อมูลโดย เพียวคาร์เร้นท์ (Pure Car Rent)
เว็บไซต์ http://www.purecarrent.com/
จริงๆแล้วขับรถในจังหวัดภูเก็ตนั้นไม่ยากครับ เพราะถนนหนทางไม่ซับซ้อน มีถนนหลักเพียงไม่กี่เส้น เพียงอาศัยแผนที่ที่มีแจกฟรีทั่วไปก็สามารถขับได้แล้วครับ ผมขอสรุปความกลัวของผู้ที่ไม่เคยขับรถในภูเก็ตดังนี้ครับ
* กลัวหลงทาง
อันนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ครับ เพราะถ้ามีแผนที่แล้ว จะช่วยได้มาก เพราะถนนหนทางภูเก็ตไม่ซับซ้อน จะหลงได้ง่ายก็เฉพาะในตัวเมืองภูเก็ต เนื่องจากมีถนนที่เป็นวันเวย์ตรงใจกลางเมือง แต่ถ้าว่างแผนการเดินทางโดยใช้แผนที่ก่อนเดินทาง ก็สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างสบาย
อีกอย่างครับ ถ้าหลงทางจริงๆก็สามรถกลับรถย้อนไปทางเก่าได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องเสียเวลาหาที่กลับรถไกลๆหลายๆกิโลเมตรเหมือนในกรุงเทพ
* กลัวต้องขับรถขึ้นเขา
ถนนที่จะไปหาดที่สวยงามต่างๆของจังหวัดภูเก็ตนั้นต้องผ่านภูเขาแทบทุกหาดเลยครับ โดยเฉพาะหาดที่สวยงามขึ้นชื่อ ไม่ว่าจะเป็น หาดป่าตอง หาดกะตะ หาดกะรน ถ้าจะขับรถไปก็ต้องผ่านภูเขา เนื่องจากทางด้านตะวันตกของเกาะภูเก็ตมีลักษณะเหมือนมีเทือกเขาทอดยาวตั้งแต่เหนือจรดใต้ครับ แต่ไม่ต้องตกใจนะครับ เพราะภูเขาในภูเก็ตนั้นไม่ได้มีความสูงชันมากมาย และถนนหนทางปัจจุบันค่อนข้างจะดีมาก ความชันของภูเขาส่วนมากน้อยกว่าความชันของสะพานแขวน ร.9 เสียอีก
สรุปว่าไม่ค่อยน่ากลัวครับ แค่ระวัง อย่าขับเร็ว ระวังทางโค้งบ้าง เพราะภูเขาที่ภูเก็ตไม่ได้สูงเหมือนในภาคเหนือ
ข้อมูลโดย เพียวคาร์เร้นท์ (Pure Car Rent)
เว็บไซต์ http://www.purecarrent.com/
ป้ายกำกับ:
ขับรถในภูเก็ต,
ภูเก็ต
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)