แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถเช่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถเช่า แสดงบทความทั้งหมด

24 เมษายน 2552

การคิดค่าเช่ารถ & การคิดระยะเวลาการเช่ารถ

การคิดค่าเช่ารถปกติจะคิดเริ่มต้นด้วยระยะเวลาการเช่าอย่างน้อย 1 วัน หรือ 24 ชั่วโมงครับ ยกตัวอย่างเช่น หากเริ่มต้นเช่ารถจากวันนี้เวลา 15.00 น. ก็สามารถคืนรถวันพรุ่งนี้เวลา 15.00 น. นับเป็นการเช่ารถ 1 วันครับ

มักจะมีคนสงสัยครับว่า ถ้าต้องการใช้รถแค่ไม่กี่ชั่วโมง จะเช่ารถไม่ถึงวันได้หรือเปล่า จริงๆแล้วก็ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดกฎเกณฑ์ของแต่ละบริษัทครับ แต่โดยปกติทั่วไปการเช่ารถขั้นต่ำมักจะต้องมีระยะเวลาการเช่าอย่างน้อย 1 วัน ถ้าเช่าไม่ถึง 24 ชั่วโมงก็คิดค่าเช่าเท่ากับ 1 วัน หากมีบริษัทรถเช่าบางที่ที่เขาให้บริการเช่ารายชั่วโมง อัตราค่าเช่ารถรายชั่วโมงก็จะสูงเมื่อเปรียบเทียบกับการเช่า 1 วันครับ คงไม่มีบริษัทไหนที่ให้เช่ารถรายชั่วโมง โดยนำอัตราค่าเช่ารายวัน มาหาร 24 แล้วคิดเป็นอัตราค่าเช่ารายชั่วโมงครับ เพราะคิดแล้วคงไม่คุ้มกับต้นทุนการทำธุรกิจ

ถ้าเปรียบเทียบก็อาจจะเปรียบกับโรงแรมที่อยู่ใกล้ท่าอากาศยานที่มักจะมีห้องพักบริการแบบเป็นรายชั่วโมงสำหรับลูกค้าที่ต้องรอต่อเครื่อง อัตราค่าห้องพัก 3-4 ชั่วโมงมักจะเท่ากับ 60-70% ของอัตราค่าห้องพัก 1 คืน หรือหากถ้าท่านพักในช่วงกลางคืน ทางโรงแรมก็ต้องคิดค่าห้องอย่างน้อย 1 คืน

อีกกรณีที่พบบ่อยคือ ถ้าเช่ารถมากกว่า 1 วัน แต่ต้องการคืนรถหลังจากเวลาที่รับรถ จะคิดค่าเช่าอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น หากเริ่มเช่ารถวันนี้เวลา 09.00 น. และต้องการคืนรถพรุ่งนี้เวลา 14.00 น. จะคิดค่าเช่าอย่างไร อันนี้จริงๆก็ขึ้นอยู่กับกฎของบริษัทรถเช่าแต่ละที่ครับ จากประสบกาณ์ของผม บริษัทรถเช่ามักจะคิดอัตราค่าเช่าของชั่วโมงที่เกิน เท่ากับ 1/5 หรือ 1/6 ของอัตราค่าเช่ารายวัน ยกตัวอย่างเช่น อัตราค่าเช่ารถ 1 วัน เท่ากับ 1,200 บาท/วัน อัตราค่าเช่ารถรายชั่วโมง จะเท่ากับ 240 บาท/ชั่วโมง (ถ้าคิด 1/5 ของอัตราค่าเช่ารถรายวัน) หรือ จะเท่ากับ 200 บาท/ชั่วโมง (ถ้าคิด 1/6 ของอัตราค่าเช่ารถรายวัน)

มักจะมีคนสงสัยครับว่า ทำไมไม่คิดค่าเช่ารายชั่วโมงเท่ากับ ค่าเช่ารายวันหารด้วย 24 ชั่วโมง อันนี้ถ้าถามมือใหม่ก็คงงงครับ ถ้าจะให้ตอบแบบไม่อยากอธิบายมากก็จะบอกว่า "เป็นกฎของบริษัทครับ" แต่ถ้าจะให้ตั้งใจตอบจริงๆแล้ว ทุกอย่างมีหลักการและเหตุผลครับ เหตุผลหนึ่งก็เป็นเพราะช่วงเวลาทำงานครับ คนที่ต้องการเช่ารถ ส่วนมากก็ต้องการเช่ารถหรือต้องการใช้รถในช่วงเวลากลางวันครับ สมมุติถ้าลูกค้าคนหนึ่งเริ่มเช่ารถเวลา 11.00 น. แล้วต้องการคืนรถวันถัดไปเวลา 16.00 น. ก็ยากที่จะหาลูกค้าคนต่อไปมาเช่ารถต่อ ก็ต้องรอจนถึงวันรุ่งขึ้น เหมือนกับเสียเวลาการเช่าไป 1 วัน ทั้งๆที่ลูกค้าคนแรกใช้รถเกินมาแค่ 5 ชั่วโมง

ถ้าเปรียบเทียบกับโรงแรม เวลาที่ต้องคืนห้อง (check out) คือเวลาเที่ยงวัน ถ้าท่านต้องการคืนห้องหลังจากนั้น ทางโรงแรมก็อาจจะอนุโลมให้ไม่เกิน 15.00 - 16.00น. ในกรณีที่มีห้องว่าง แต่ถ้าท่านต้องการคืนห้องหลังจากนั้น ทางโรงแรมก็มักจะคิดค่าห้องเพิ่ม 1 คืน เพราะโรงแรมจะไม่สามารถเก็บห้องนั้นไว้สำหรับลูกค้าคนต่อไปได้ หรืออาจจะยุ่งยากต่อการทำความสะอาดและยุ่งจากต่อระบบการจองห้องพัก

ข้อมูลโดย เพียวคาร์เร้นท์ (Pure Car Rent)
เว็บไซต์ http://www.purecarrent.com/

13 เมษายน 2552

เช่ารถ ทำไมมีการจำกัดระยะทางการใช้

การเช่ารถ แล้วมีการจำกัดระยะทางการใช้ต่อวันนั้นขึ้นอยู่กับระเบียบปฏิบัติของบริษัทรถเช่าแต่ละที่ครับ บางที่ก็มีการจำกัด บางที่ก็ไม่มีการจำกัดระยะทางการใช้งาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับราคาค่าเช่ารถด้วย

ถ้าถามว่าทำไมต้องมีการจำกัดระยะทางการใช้ต่อวันด้วย หลายๆคนเคยถามผมว่าจ่ายค่าเช่ารถแล้ว ก็น่าจะให้ใช้รถเท่าไหร่ก็ได้ อันนี้ก็เป็นมุมมองหนึ่งครับ แต่ถ้าคิดในแง่ของความเป็นจริง ทุกอย่างมีต้นทุนครับ รถเช่าหนี่งคันก็มีต้นทุนของมัน ผมจะยกตัวอย่างง่ายๆของการคิดต้นทุนรถเช่า เช่น

- ค่าเสื่อม รถหนึ่งคันที่ซื้อมา พอใช้ไปสักระยะแล้ว เวลาเอารถไปขาย ก็ไม่สามารถขายได้ราคาเท่าเดิม อันนี้คือค่าเสื่อมครับ ยกตัวอย่างเป็นตัวเลขง่ายๆ สมมุติว่าเราซื่อรถมา 550,000 บาท ใช้รถไป 5-6 ปี ระยะทางใช้ไป 150,000 กม. เวลาขายรถก็น่าจะขายรถได้ประมาณ 200,000 - 250,000 บาท ถ้าเราลองคิดง่ายๆ ก็เท่ากับแต่ละกิโลเมตรที่รถวิ่ง เท่ากับเราเสียเงินประมาณ 2 บาท/กม.

- ค่าสึกหรอ และค่าซ่อมบำรุงตามระยะทาง แน่นอนครับทุกๆระยะ 5,000 หรือ 10,000 กม.ที่ใช้รถไป ก็ต้องมีการซ่อมบำรุง และเปลี่ยนน้ำมันหล่อลื่นต่างๆ อีกทั้งยังต้องมี ยางรถยนต์ ผ้าเบรก แบตเตอรี่ และอื่นๆที่ต้องซ่อมบำรุงตามระยะเวลา หรือระยะทางที่รถวิ่ง

ถ้าแจกแจงออกมาเราก็จะรู้ว่าทุกๆระยะทาง หรือทุกๆกิโลเมตรที่รถยนต์วิ่งไป ก็คือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าบริหารจัดการ เช่น ค่าแรงพนักงาน ค่าเช่าสำนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และจิปาถะ

ค่าใช้จ่ายที่ยกมาทั้งหมดก็คือต้นทุนครับ ทีนี้ถ้ารู้แล้วว่ามีต้นทุนอย่างไร การที่จะให้ใช้รถเช่าโดยไม่มีข้อจำกัดเลยคงเป็นไปไม่ได้ ยกเว้นบริษัทรถเช่าบางที่ก็ได้คิดค่าเช่าเผื่อต้นทุนส่วนนี้ไว้แล้ว ซึ่งก็อาจเป็นผลให้ค่าเช่ารถแพงขึ้นครับ

ถ้าผมเปรียบเทียบง่ายๆกับร้านอาหาร ซึ่งปัจจุบันมีหลายร้านที่ให้บริการแบบบุฟเฟ่ต์ ร้านอาหารเหล่านี้ก็จะต้องตั้งราคาเผื่อเอาไว้ก่อน และอาจมีกฎ ข้อจำกัดเรื่องเวลาในการรับประทาน หรือห้ามรับประทานเหลือ เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าใช้จ่ายเกินต้นทุนที่คำนวณเอาไว้ และแน่นอน ราคาในการรับประทานต่อหัวของร้านแบบบุฟเฟ่ต์ก็มักจะสูงกว่าราคาอาหาร 1-2 จานของร้านอาหราทั่วไป เพราะเขาก็ต้องตั้งราคาเผื่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

สำหรับที่เพียวคาร์เร้นท์ เราจะมีการจำกัดระยะทางการใช้เฉพาะในกรณีระยะเวลาการเช่าน้อยๆไม่กี่วัน ถ้าเช่าหลายๆวัน เราก็มักจะไม่จำกัดเพื่อความสบายใจของลูกค้า เพราะจะไม่คุ้มค่าเช่าแน่ๆครับ ถ้าลูกค้าเช่ารถ 1-2 วัน แล้วลูกค้าขับรถจากภูเก็ตไปกรุงเทพ ต้องใช้รถไม่น้อยกว่า 1,800 - 2,000 กม. เห็นชัดๆว่าถ้าให้เช่าไปในราคาปกติ ต้องขาดทุนแน่ๆครับ

ก็เป็นอีกบทความที่ผมคิดว่าผู้อ่านน่าจะได้ประโยชน์ และเข้าใจการคิดต้นทุนในการทำธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะในธุรกิจรถเช่า

ข้อมูลโดย เพียวคาร์เร้นท์ (Pure Car Rent)
เว็บไซต์ http://www.purecarrent.com/

09 เมษายน 2552

จองรถเช่า ทำไมต้องจ่ายมัดจำ

ถ้าให้ตอบจากใจผู้ให้บริการรถเช่า ผมคิดว่าคงไม่มีใครอยากเก็บเงินมัดจำหรือทำอะไรให้ยุ่งยากในขั้นตอนการจองหรอกครับ เพราะถ้ายิ่งขั้นตอนการจอง และการเช่ารถ ง่ายและสะดวกเท่าไหร่ ก็จะทำให้ลูกค้าพอใจมากขึ้นเท่านั้น และก็มีโอกาสที่จะได้ลูกค้ามากขึ้นด้วยครับ

แต่ในความเป็นจริง เวลาลูกค้าจะจองรถเช่า บริษัทรถเช่า ก็มักจะขอหมายเลขบัตรเครดิต หรือขอให้โอนเงินมัดจำเพื่อเป็นการประกันการเช่าก่อน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นละครับ จากประสบการณ์ที่ผมทำงานในบริษัทรถเช่า และเคยทำหน้าที่รับจองรถอยู่หลายปี ได้พบปะพูดคุยกับลูกค้าหลายชาติหลายภาษา ก็พบว่าคนทุกชาติทุกภาษาก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดี มีทั้งคนที่มีความรับผิดชอบและไม่มีความรับผิดชอบ

ถ้าไม่มีการวางเงินมัดจำใดๆเลย บางคนก็แค่จองรถเอาไว้ แต่ไม่มารับรถ หรือไม่มาเช่าเสียเฉยๆก็มี ฟังดูก็ไม่เห็นน่าจะเสียหายมากมาย เอารถไว้ให้คนอื่นเช่าก็ได้ แต่ถ้าคิดในความเป็นจริงมันไม่ง่ายอย่างงั้นครับ สมมุติว่ามีคนจองรถไว้วันอังคารตอนเช้า นั่นหมายความว่ารถคันนั้นบริษัทรถเช่าจะให้ลูกค้าคนก่อนหน้าเช่าได้ไม่เกินวันจันทร์ตอนเย็น ถ้ามีลูกค้าที่ต้องการเช่าหลายวันบริษัทรถเช่าก็ให้เช่าไม่ได้เนื่องจากรถติดจองอยู่แล้ว พอถึงเวลาเช่า คนที่จองรถไว้ไม่มาเช่า บางครั้งบริษัทรถเช่าก็ยังไม่กล้าให้ลูกค้าคนอื่นเช่า เผื่อว่าคนที่จองรถไว้นั้นเกิดเหตุสุดวิสัยบางอย่างที่ทำให้มาไม่ทันเวลา ถ้ารีบให้คนอื่นเช่าไปก็อาจถูกต่อว่าได้ ว่าทำไม่ไม่เก็บรถไว้ให้ทั้งๆที่จองรถไว้แล้ว แต่ครั้นรอแล้วคนที่จองรถไว้ไม่มารับ มันก็ทำให้บริษัทรถเช่าสูญเสียโอกาสที่จะให้คนอื่นเช่ารถได้ และบางครั้งการสูญเสียโอกาส ไม่ใช่แค่สูญเสียการเช่าไปเพียง 1 วัน หลายครั้งที่ลูกค้าคนอื่นต้องการรถหลายวัน แต่บริษัทก็ให้คนอื่นเช่าไม่ได้เพราะรถถูกจองไว้แล้ว

รถเช่านั้นแตกต่างจากสินค้าอื่นครับ สินค้าอื่นถ้าขายลูกค้าคนแรกไม่ได้ ก็เก็บไว้เผื่อมีลูกค้าคนอื่นมาซื้อก็ขายได้ สำหรับรถเช่านั้น เมื่อวันเวลาผ่านไป ก็เปรียบเสมือนเงินที่สูญเสียไปครับ เพราะการเช่านั้นขึ้นอยู่กับระยะเวลา

ในทางกลับกัน ถ้ามองในมุมมองของผู้เช่า และในความเป็นจริง ก็มีครับที่หลายๆคนจองรถและจ่ายเงินมัดจำหรือให้หมายเลขบัตรเครดิตไว้แล้ว แต่บริษัทรถเช่ากลับไม่มีรถให้ในวันรับรถโดยอ้างเหตุผลต่างๆนานา ถึงแม้กับรถเช่ายี่ห้อดังก็เคยมีลูกค้าเจอปัญหานี้เช่นกัน อันนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของบริษัทรถเช่าแต่ละที่ครับ จริงๆแล้วอาจมีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้นได้บ้างครับ อันนี้ไม่ได้แก้ตัวแทนนะครับ ในบางครั้งรถที่ถูกจองไว้อาจเกิดอุบัติเหตุก่อนถึงวันจองไม่กี่วัน ทำให้ไม่สามารถหารถมาทดแทนได้ทัน และถ้าเป็นช่วงเทศกาล ก็ยากที่จะหารถมาแทนให้ได้จริงๆครับ ที่เพียวคาร์เร้นท์เองก็เคยมีปัญหานี้ครับ แต่เราก็สามารถแก้ไขให้ลูกค้ามีรถใช้ได้ ยังไม่เคยพลาด (อันนี้เป็นข้อมูลขณะเขียนนะครับ นับตั้งแต่อดีต ถึงตอนนี้ที่กำลังเขียนอยู่ ปี 2552 ครับ)

ผมคิดว่าบทความนี้อาจทำให้หลายๆคนเข้าใจจิตใจคนทำธุรกิจรถเช่ามากขึ้นครับ และเข้าใจกระบวนการในธุรกิจรถเช่าด้วยครับ และก็แน่นอนครับ ในธุรกิจรถเช่าก็มีคนทำธุรกิจซึ่งซื่อสัตย์ และคนที่ไม่ดี ไม่ซื่อสัตย์ เหมือนคนในธุรกิจอื่นๆเหมือนกัน

ข้อมูลโดย เพียวคาร์เร้นท์ (Pure Car Rent)
เว็บไซต์ http://www.purecarrent.com/

08 เมษายน 2552

ไม่เคยเช่ารถ อยากจองรถเช่า..ต้องทำอย่างไร

ถ้าอยากจะเช่ารถนั้นไม่ยากครับ ก่อนอื่นตรวจสอบข้อกำหนดของบริษัทให้เช่ารถแต่ละที่ก่อนว่าเขาต้องการอะไรบ้าง ปกติจะเช่ารถต้องมี
- บัตรประชาชน หรือ พาสปอร์ต (สำหรับชาวต่างประเทศ)
- ใบขับขี่
- บัตรเครดิต
- ต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป

จากนั้นก็ต้องเตรียมข้อมูลเบื้องต้น เพื่อบริษัที่ให้เช่ารถจะสามารถตรวจสอบได้ว่ามีรถที่เราต้องการว่างให้เช่าหรือเปล่า และราคาเท่าไหร่ ข้อมูลที่บริษัทรถเช่าทั่วๆไปต้องการคือ
- ประเภทของรถ เช่น ต้องการรถกี่ที่นั่ง เกียร์ธรรมดา หรือ เกียร์อัตโนมัติ
- วันและเวลาที่เริ่มเช่า และสิ้นสุด
- สถานที่ที่ต้องการรับรถ และคืนรถ
ปกติถ้ารู้ข้อมูลข้างต้นแล้ว บริษัทรถเช่า จะสามารถตรวจสอบให้เราได้ว่า มีรถที่ต้องการหรือไม่ และราคาเท่าไหร่ ระยะเวลาการเช่าที่ต่างกัน ราคาก็ต่างกันครับ อีกทั้งช่วงเวลาที่เช่าก็มีผลต่อราคาครับ เช่น ช่วงปีใหม่ ช่วงสงกรานต์ ราคาก็จะสูง

เมื่อเตรียมข้อมูลแล้ว ก็ถึงขั้นตอนการจอง
- จองทางเว็บไซต์ ถ้าจะเช่ารถที่ภูเก็ต ก็จองได้ที่ http://www.purecarrent.com/
- จองทางโทรศัพท์

เมื่อทำการจองแล้ว ก็ต้องยืนยันการจอง โดยบริษัทรถเช่าก็มักจะขอข้อมูลบัตรเครดิต หรือให้ชำระเงินมัดจำ เพื่อเป็นการประกันการเช่าครับ

ข้อมูลโดย เพียวคาร์เร้นท์ (Pure Car Rent)
เว็บไซต์ http://www.purecarrent.com/

ไป..ภูเก็ต จอง..รถเช่า ไว้ก่อนดีกว่า

เนื่องจากการบริการรถสาธารณะในภูเก็ตยังไม่สะดวกเหมือนในกรุงเทพฯ ผู้ที่ไปท่องเที่ยวหรือทำธุรกิจในจังหวัดภูเก็ตส่วนใหญ่จึงมักจะมีโอกาสได้ใช้บริการรถเช่า อันนี้ไม่รวมถึงนักท่องเที่ยวหมู่คณะนะครับ เพราะเขาจะมีการจัดเตรียมรถบัส หรือรถตู้ไว้อยู่แล้ว

ถ้าจะใช้บริการรถเช่า ขอแนะนำให้จองรถล่วงหน้าครับ เนื่องจาก หากท่านมาถึง ท่าอากาศยานภูเก็ต หรือ สถานีขนส่ง (บ.ข.ส.) แล้วจึงค่อยหารถเช่า ท่าอาจจะผิดหวัง และไม่ได้รับความสะดวก อาจเนื่องมาจาก รถเช่าถูกจองเต็มล่วงหน้าเรียยร้อยแล้ว โดยเฉพาะช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว หรือ High Season หรืออาจต้องเสียเวลารอ ถ้ารถไม่พร้อม เพราะฉะนั้น จองรถเช่า จองล่วหน้าดีกว่าครับ จะได้ไม่เสียเวลา และเที่ยวหรือทำธุระได้ทันที

ถ้าจะจองรถล่วงหน้าที่เพียวคาร์เร้นท์ ท่านสามารถจองได้โดย
- จองผ่านเว็บไซต์ www.PureCarRent.com และสามารถดูข้อมูลรถเช่า และเงื่อนไขต่างๆในเว็บไซต์ได้เลยครับ
- จองผ่านโทรศัพท์ 076 211002, 076 217797, 076 256797

เพื่อเป็นข้อมูลให้ท่านได้พิจารณา บริการรถสาธารณะที่มีในภูเก็ต มีดังนี้ครับ
- Airport Bus ที่วิ่งรับส่งจาก ท่าอากาศยานภูเก็ต ไปยัง ตัวเมืองภูเก็ต
- รถตู้ Limousine ให้บริการรับส่งจาก ท่าอากาศยานภูเก็ต ไปยัง หาดป่าตอง หาดกะตะ หาดกะรน
- รถสองแถว ให้บริการ ระหว่างตัวเมืองภูเก็ต ไปยังหาดต่างๆ เช่น หาดป่าตอง หาดกะตะ หาดกะรน หาดราไวย์ หาดไนหาน หาดสุรินทร์ หาดกมลา
- รถแท็กซี่ หรือ รถแท็กซี่มิเตอร์ ส่วนมากจะจอดอยู่ที่ ท่าอากาศยานภูเก็ต สถานีขนส่ง (บ.ข.ส.) และตามโรงแรมใหญ่ๆครับ ยังไม่ค่อยมีวิ่งให้บริการทั่วไปตามท้องถนนเหมือนในกรุงเทพฯ
- รถตุ๊กๆ มีให้บริการในเขตตัวเมืองภูเก็ต หาดบางหาด โดยเฉพาะหาดสำคัญ เช่น หาดป่าตอง หาดกะตะ หาดกะรน
- รถเมล์ มีเฉพาะในเมือง และไม่สามารถให้บริการได้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด

ข้อมูลโดย เพียวคาร์เร้นท์ (Pure Car Rent)
เว็บไซต์ http://www.purecarrent.com/

21 มีนาคม 2552

จะ..เช่ารถ ต้องมี..ประกัน

จากประสบการณ์ที่เพียวคาร์เร้นท์อยู่ในธุรกิจรถเช่ามามากกว่า 30 ปี ทำให้เราเจอนักธุรกิจ นักท่องเที่ยว คนมากมายที่ต้องการเช่ารถทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ แน่นอนครับคนส่วนใหญ่ก็มักจะสนใจเรื่องราคาก่อนอื่นใด แต่ที่แตกต่างกันมากๆระหว่างชาวไทยและชาวต่างชาติคือ ชาวไทยมักจะให้ความสำคัญกับเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว แต่สำหรับชาวต่างชาติ เรื่องราคามักจะไม่ใช่ประเด็นหลักเพียงอย่างเดียว สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งคือเรื่อง ประกัน

เมื่อชาวต่างชาติต้องการเช่ารถ โดยเฉพาะชาวยุโรป และชาวอเมริกัน มักจะให้ความสำคัญอย่างยิ่งเรื่องประกัน ก่อนการเช่ารถ เขาจะถามอย่างละเอียดเกี่ยวกับเรื่องประกัน เช่น ประกันที่เราใช้เป็นประกันประเภทไหน ประกันนี้รวมถึงบุคคลที่ 3 หรือไม่ ถ้ามีคนบาดเจ็บเขาต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง ที่เขาต้องถามมากมายนั้นเพราะหากไม่มีประกัน ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้น สิ่งที่ตามมาคือค่าใช้จ่ายมากมายที่ต้องรับผิดชอบครับ

หากผมจะสรุปในเบื้องต้น หากเราต้องการเช่ารถ เราก็ต้องสนใจเรื่องประกันในประเด็นต่างๆดังนี้
- ประกันภัย หรือ ประกันอุบัติเหตุ หรือ ประกันชั้น1 ที่บริษัทรถเช่าทำไว้ เป็นประกันที่ถูกประเภทหรือไม่ ประกันที่ถูกต้องนั้น ต้องระบุในกรมธรรม์ว่าสามารถใช้เพื่อการพาณิชย์ จึงจะสามารถคุ้มครองรถเช่าได้ถูกต้องตามกฎหมาย

ประกันชั้นหนึ่งที่ทำกับรถยนต์ส่วนบุคคลส่วนใหญ่ก็มักจะทำโดยระบุผู้ขับคนเดียว ประกันประเภทนี้มาใช้กับรถเช่าไม่ได้ครับ เพราะหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น บริษัทประกันก็จะปฏิเสธความรับผิดชอบ ภาระหนี้ทั้งหมดก็จะตกอยู่กับผู้เช่าหรือผู้ขับครับ

จริงๆแล้วเราจะไปขอตรวจสอบรถเช่า ขอดูกรมธรรม์ว่าถูกต้องหรือไม่ก็อาจไม่สะดวก อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับจริยธรรมของผู้ประกอบการครับ แต่ก็มีฝรั่งบางคนที่ขอดูกรมธรรม์ก่อนเช่ารถก็มีนะครับ

- ค่าความเสียหายส่วนแรก เท่าไร่ เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องถามครับ เพราะไม่งั้งเราอาจจะเดือดร้อนหากเกิดอุบัติเหตุ แล้วไม่มีเงินจ่ายค่าความเสียหายส่วนแรก และบริษัทรถเช่าบางแห่งก็เปิดโอกาสให้ลูกค้าซื้อประกันเพิ่มเติม เพื่อลดหรือยกเลิกค่าเสียหายส่วนแรกได้

- มีค่าใช้จ่ายอื่นใดอีกหรือไม่ที่ผู้เช่าต้องจ่ายหากเกิดอุบัติเหตุ ถ้าเช่ารถกับบริษัทรถเช่าที่มีมาตรฐานเหมือนกับมาตรฐานสากลก็มักจะไม่มีปัญหาเรื่องนี้ครับ จะมีผู้ให้บริการบางรายที่มักจะเรียกเก็บค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ หรือเรียกว่า ค่าเสียเวลา หรือ ค่าจอดซ่อม อันนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่หนักหนาเอาการนะครับ เช่น ถ้าเราเช่ารถราคา 1,000 บาท/วัน ถ้ารถต้องซ่อม 15 วัน บริษัทรถเช่าก็อาจจะเรียกร้องเงินจากลูกค้าเพิ่มอีก 15,000 บาท โอย!! โดนเรียกเก็บเงินแบบนี้ต้องร้องโอยจริงๆครับ

ถ้าอ่านถึงตอนนี้แล้ว ก็น่าจะตระหนักถึงความสำคัญของประกันแล้วใช่ไหมครับ โอเค ท่องให้ขึ้นใจนะครับ "ถ้าจะเช่ารถ ต้องมีประกัน" และต้องเป็นประกันถูกประเภท และเช่ากับบริษัทรถเช่าที่ไว้วางใจได้ ผมเคยได้รับโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากผู้เช่ารถที่มีปัญหากับบางบริษัทรถเช่าในยามเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งผมก็ช่วยและแนะนำอะไรไม่ได้มาก ก็ต้องคุยกันดีๆ ขอประนีประนอมกันไป ต้องจำไว้นะครับ กันไว้ดีกว่าแก้เสมอ


ข้อมูลโดย เพียวคาร์เร้นท์ (Pure Car Rent)
เว็บไซต์ http://www.purecarrent.com/

เช่ารถ มีประกันชั้น1 แล้วทำไมต้องจ่าย 5,000 บาทอีก

อ่านหัวข้อแล้วอาจจะงงครับ จริงๆแล้วผมมักจจะเจอคำถามว่า การเช่ารถนั้น ราคารวมประกันหรือเปล่า ผมก็มักจะตอบว่า อัตราค่าเช่ารถของเรา (เพียวคาร์เร้นท์) รวมประกันชั้น1 หากเกิดอุบัติเหตุสูญหาย ผู้เช่าจะต้องชำระค่าความเสียหายส่วนแรก 5,000 บาท ในกรณีรถเราเป็นฝ่ายผิด (ค่าความเสียหายส่วนแรก หรือค่าความรับผิดชอบส่วนแรกนี้ ถ้าใครเคยทำประกันรถยนต์ ก็มักจะคุ้นเคยกับคำว่า ค่าดีดัก หรือ deductible) ค่าความเสียหายส่วนแรกนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละประเภทของรถ และขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทรถเช่านะครับว่าจะเก็บเท่าไหร่ ผมคิดว่าส่วนมากมักจะเริ่มต้นจาก 5,000 ถึง 10,000 บาท

ตอนนี้ก็จะมีคำถามตามมาละครับว่า "อ้าว! ไหนว่าเช่ารถรวมประกันชั้นหนึ่ง ทำไมเวลาเกิดอุบัติเหตุ ผู้เช่าต้องรับผิดชอบด้วย" คำถามนี้ถ้าผมเป็นผู้เช่ารถ และไม่เคยเช่ารถมาก่อนเลย ก็อาจจะถามเหมือนกัน แต่ถ้ามองในมุมกลับกัน ในฐานะคนทำธุรกิจรถเช่านั้นการที่รถเกิดอุบัติเหตุ ค่าเสียหายเป็นหมื่นเป็นแสน แล้วได้เงินมาแค่ 5,000 บาทนั้นเรียกได้ว่าไม่คุ้มกันเลย

ผมจะอธิบายนะครับว่าทำไมจึงต้องมีค่าความเสียหายส่วนแรก... เมื่อเกิดอุบัติหตุขึ้น รถที่เช่าเกิดความเสียหาย บริษัทรถเช่าก็สามารถเรียกร้องให้บริษัทประกันช่วยชำระค่าเสียหายได้ แต่บริษัทรถเช่าก็ต้องชำระค่าเสียหายส่วนแรกให้กับบริษัทประกัน 1,000 - 2,000 บาท (อัตราในปัจจุบัน พ.ศ.2552) แล้วแต่กรณีการเกิดอับัติเหตุ หลังจากนั้นรถที่เสียหายก็จะถูกนำไปซ่อมในอู่ซ่อมรถ ลองนึกภาพดูนะครับ ตอนนี้เครื่องมือทำมาหากินของเราเข้าไปอยู่ในอู่เสียแล้ว แล้วเราจะเอาอะไรหารายได้มาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ฟังแล้วน่าสงสารไหมครับ อันนี้เป็นเรื่องจริงนะครับ เคยเจอบางธุริกจรถเช่าที่ปิดไปก็เพราะรถเกิดอุบัติเหตุบ่อยนี่แหละครับ

นอกจากความเสียหายที่เกิดขึ้นเบื้องต้นแล้ว ยังมีค่าดำเนินการต่างๆ ค่าลากรถ ในกรณีรถเสียหายหนัก (ซึ่งบางกรณี ไม่สามารถเรียกร้องจากบริษัทประกันได้เพียงพอ หรืออาจจะต้องสำรองจ่ายไปก่อน) และหากมีคดีเกิดขึ้น เราก็ยังต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่สถานีตำรวจและศาล

จริงๆแล้ว ในมุมมองของคนทำธุรกิจรถเช่า ไม่อยากให้รถตัวเองไปชนหรอกครับ เพราะเงินที่ได้จากค่าความเสียหายส่วนแรกมักจะไม่คุ้มกับความเสียหายและความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริง อีกทั้งรถที่ชนหนักมา เวลาขายต่อก็ไม่ได้ราคา นับเป็นความสูญเสียอีกอย่างน้อยก็เป็นหลักหมื่นบาท


ข้อมูลโดย เพียวคาร์เร้นท์ (Pure Car Rent)
เว็บไซต์ http://www.purecarrent.com/

11 มีนาคม 2552

เช่ารถ-ขับเอง หรือ เช่ารถ-พร้อมคนขับ

หลายคนลังเลในการขับรถในต่างถิ่นครับ จึงไม่แน่ใจว่าจะเช่ารถขับเองหรือเช่ารถพร้อมคนขับดี จริงๆแล้วทั้งสองแบบมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันครับ

ผมคิดว่าปัจจัยแรกๆของการตัดสินใจน่าจะเป็นเรื่องราคา แน่นอนครับ การเช่ารถขับเองย่อมถูกว่าการเช่ารถแบบมีคนขับให้อย่างแน่นอน เพราะไม่ต้องเสียค่าแรงคนขับ และพื้นฐานการคิดราคาทั้งสองแบบก็แตกต่างกันครับ การเช่ารถขับเองปกติจะคิดราคาเป็นรอบ 1 วัน (หรือ 24 ชั่วโมง) ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเช่ารถเริ่มจากวันนี้ เวลา 10.00 น. เราก็สามารถคืนรถวันพรุ่งนี้ เวลา 10.00 น. นับเป็นระยะเวลาการเช่า 1 วัน โดยราคาค่าเช่าต่อวัน เริ่มต้นตั้งแต่ 1,xxx - 2,xxx บาท ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและรุ่นของรถ ระยะเวลาการเช่า ช่วงเวลาการเช่า (ช่วง High Season หรือ ช่วง Low Season)

แต่ถ้าใช้บริการรถเช่าพร้อมคนขับ ปกติการคิดค่าบริการจะคิดเป็นรายชั่วโมงครับ โดยอาจจะเริ่มต้นคิดค่าบริการจาก 4 ชั่วโมง หรือ 8 ชั่วโมง ส่วนชั่วโมงที่เกินก็คิดค่าบริการเพิ่มเติมเป็นรายชั่วโมงไป ยกตัวอย่างเช่น ค่าเช่ารถ พร้อมคนขับ พร้อมน้ำมัน 2,700 บาท/8 ชั่วโมง ชั่วโมงที่เกิน คิดค่าบริการ 350 บาท/ชั่วโมง ถ้าเราใช้รถตั้งแต่ 10.00 น. - 21.00 น. เขาก็จะคิดค่าบริการ 8 ชั่วโมงแรก 2,700 บาท + ชั่วโมงที่เกิน 3 ชั่วโมง 1,050 บาท รวมเท่ากับ 3,750 บาท

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องความสะดวกในการใช้รถ ถ้าเช่ารถขับเองเราจะไปไหนก็ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องคอยเกรงใจคนขับรถ

แต่หากต้องการเช่ารถเพื่อติดต่อธุรกิจ ติดต่องานหลายๆที่ และไม่ค่อยชำนาญเส้นทางในจังหวัดภูเก็ต การเช่ารถพร้อมคนขับก็เป็นทางเลือกที่ดีครับ เพราะเราไม่ต้องกังวลเรื่องหลงทาง และจัดเวลาการทำงานได้ง่าย

หรือหากไปเที่ยวหลายๆคน และต้องใช้รถตู้ ก็แนะนำการเช่ารถพร้อมคนขับครับ เพราะปกติแล้วคนทั่วไปอาจจะไม่ค่อยถนัดที่จะขับรถคันใหญ่ๆ ทำไม่คล่องตัว และอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายในการขับรถที่ไม่คุ้นเคย และการให้เช่ารถตู้ ส่วนมากมักจะเป็นการบริการพร้อมคนขับครับ มีผู้ให้บริการส่วนน้อยที่ให้บริการรถตู้แบบขับเอง

ข้อมูลโดย เพียวคาร์เร้นท์ (Pure Car Rent)
เว็บไซต์ http://www.purecarrent.com/

เช่ารถ หรือ ยืมรถเพื่อน อะไรดีกว่า

ระยะหลังมีเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่รู้จักกับผม และรู้ว่าผมทำธุรกิจรถเช่าในภูเก็ต ก็แนะนำลูกค้าใหม่ๆมาให้เรามากมาย ลูกค้าใหม่ๆส่วนมากก็เป็นเพื่อน หรือคนรู้จักกับเพื่อนๆของผมนั่นแหละครับ เขาบอกว่าเช่ารถขับแล้วบางครั้งไม่ต้องกังวลมาก รู้สึกสบายใจในการขับขี่มากกว่าการที่ต้องยืมรถของเพื่อนมาขับ

นิสัยใจจริงของคนไทยก็เป็นคนที่มีน้ำใจ (น้ำใจนี่แหละครับ เป็นคำที่อาจไม่มีคำจำกัดความในภาษาอื่น แต่คนไทยรู้ว่าเป็นสิ่งที่ดีที่มีไว้หยิบยื่นให้แก่กัน) เมื่อมีเพื่อนจากต่างถิ่นมาเที่ยว ก็อยากให้เพื่อนสบาย ให้ยืมรถใช้ แต่บางครั้งก็อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงรถ และเพื่อนหลายคนก็มักจะเกรงใจ ไม่อยากใช้รถของเพื่อน การหารถเช่าจากบริษัทที่ไว้ใจได้ก็เป็นทางออกที่ดีครับ

จริงๆแล้วการยืมกันก็ไม่แปลกอะไร เราก็ทำกันมาตั่งแต่เด็ก เวลาไปโรงเรียนถ้าลืมดินสอ ยางลบ เราก็ยืมกันได้ ผลัดกันให้ ผลัดกันรับ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนๆดีขี้ด้วย แต่การยืมรถนั้นต่างกัน เนื่องจากรถสามารถเกิดอุบัติเหตุได้ สูญหายได้ บางครั้งเราขับระวัง ไม่ได้ขับไปชนใคร แต่คนอื่น กลับไม่ระวัง ขับรถมาชนรถของเราก็มีบ่อยไป ซ้ำร้ายบางคนที่ไม่มีความรับผิดชอบ ขับมาชนรถของเราแล้วหนีไปก็มี นี่และครับเป็นเหตุให้หลายๆคนไม่อยากยืมรถเพื่อนมาขับ เพราะถ้าเกิดเหตุอะไรขึ้นแล้วมันทำใจลำบากทั้งสองฝ่าย

การเช่ารถ เป็นการตัดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นครับ เพราะถ้าเช่ารถกับบริษัทที่มีมาตรฐาน ก็มักจะมีประกันอุบัติเหตุให้กับผู้เช่าด้วย ในสัญญาการเช่ารถก็มักจะระบุวงเงินที่แน่นอนที่ผู้เช่าต้องรับผิดชอบในกรณีที่รถเช่านั้นเกิดอุบัติเหตุหรือสูญหายครับ ทำให้ผู้เช่าสามารถจำกัดความรับผิดชอบของตนเองไว้ในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นในบางครั้งการเช่ารถจึงทำให้เราสบายใจกว่าการยืมรถเพื่อนมาขับมากครับ

ที่ เพียวคาร์เร้นท์ เรามีประกันชั้นหนึ่ง คุ้มครองรถเช่าทุกคัน และประกันชั้นหนึ่งของเราเป็นประกันเพื่อการพาณิชย์ครับ จึงสามารถคุ้มครองผู้เช่าได้ ถูกต้องตามกฎหมาย โดยปกติหากเกิดอุบัติหตุ หรือสูญหาย เราจะจำกัดความรับผิดชอบของผู้เช่าไว้เพียง 5,000 บาทแรกครับ (ข้อมูลปี พ.ศ. 2552) แต่มีข้อแม้ว่าลูกค้าต้องไม่ปฏิบัติฝ่าฝืนข้อกำหนดของกรมธรรม์ประกันภัยนะครับ เช่น ไม่ดื่มสุราเกินกำหนดของกฎหมาย ไม่ใช้รถเพื่อการแข่งขัน เป็นต้น เพราะฉะนั้นลูกค้าสบายใจได้เมื่อเช่ารถกับเรา

บริษัทเช่ารถบางที่อาจใช้แค่ประกันชั้นหนึ่งส่วนบุคคล อันนี้ต้องระวังนะครับ อาจเกิดปัญหาได้เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุ เพราะบริษัทประกันภัยจะปฏิเสธความรับผิดชอบเนื่องจากใช้รถผิดเงื่อนไขกรมธรรม์ รู้อย่างนี้แล้วเวลาเช่ารถควรตรวจสอบเรื่องประกันด้วยนะครับ

ข้อมูลโดย เพียวคาร์เร้นท์ (Pure Car Rent)
เว็บไซต์ http://www.purecarrent.com/

ขอราคาคนไทยค่ะ/ครับ

จริงๆแล้วผมคิดว่าธุรกิจส่วนมากในภูเก็ตไม่ได้แยกระหว่างราคาคนไทยหรือราค่าฝรั่งนะครับ นักท่องเที่ยวคนไทยหลายๆคนมาเที่ยวภูเก็ต แล้วรู้สึกว่าอะไรๆก็แพงไปหมด เมื่อเปรียบเทียบกับราคาสินค้าและบริการที่จังหวัดอื่น เลยคิดว่าราคาสินค้าในภูเก็ตมีเอาไว้ขายฝรั่งหรือเปล่า ในความเป็นจริงค่าครองชีพในภูเก็ตสูงจริงๆนะครับ เทียบกับอาหารจานเดียวปกติยังแพงกว่าราคาในกรุงเทพฯอย่างน้อยก็ 5-10 บาทเลย เพราะภูเก็ตผลิตอะไรเองไม่ได้ ต้องขนส่งมาจากจังหวัดอื่น สินค้าต่างๆก็เลยแพงกว่าที่อื่น ทีนี้พอสินค้าพื้นฐานแพง ก็เลยส่งผลให้อย่างอื่นแพงตามไปด้วย

น้ำมันที่ภูเก็ตก็ยังต้องแพงกว่าในกรุงเทพฯ และรถยนต์ รถโดยสารส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ใช้ก๊าซ เพราะฉะนั้นรถโดยสารสาธารณะทั่วไปก็แพงด้วย ถ้าเปรียบเทียบกับจังหวัดอื่น อย่างถ้าจ้างแท็กซี่จาก ท่าอากาศยานภูเก็ต ไป ตัวเมืองภูเก็ต ระยะทางประมาณ 35 กม. ถ้าเป็นแท็กซี่มิเตอร์เหมือนในกรุงเทพฯก็คงประมาณ 250-350 บาท แต่แท็กซี่ในภูเก็ตคิดค่าบริการประมาณ 450-550 บาท (ราคาปี พ.ศ. 2551-2552) นอกจากปัจจัยเรื่องค่าน้ำมันที่มีผลต่อค่าโดยสารแล้ว จำนวนผู้โดยสารก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งครับ จำนวนประชากรในภูเก็ตมีไม่มาก และส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ใช้รถสาธารณะจึงทำให้รถแท็กซี่วิ่งได้แค่ขาเดียว หมายความว่าถ้าแท็กซี่ได้ลูกค้าจาก ท่าอากาศยานภูเก็ต ไป ตัวเมืองภูเก็ต ก็ยากที่จะหาลูกค้าขากลับได้ จึงทำมให้ต้นทุนของค่าบริการเพิ่มขึ้นมาก

สำหรับที่ เพียวคาร์เร้นท์ (Pure Car Rent) เอง เราไม่เคยแยกระหว่างราคาคนไทย และราคาฝรั่งเลยครับ ลูกค้าทุกคนได้ราคาในมาตรฐานเดียวกันไม่ว่าชนชาติไหน แต่ถ้าคิดถึงต้นทุนจริงๆแล้ว เราพบว่าการให้บริการลูกค้าฝรั่งมีต้นทุนที่ต่ำกว่าลูกค้าคนไทยครับ อันนี้เราคิดจากค่าเฉลี่ยโดยรวมนะครับ มิใช่คิดถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หลายท่านอาจส่งสัยว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ความจริงก็คือ ลูกค้าฝรั่งส่วนมากใช้รถน้อยกว่าคนไทยครับ ลูกค้าฝรั่งหลายคนของเราใช้รถน้อยมากจริงๆ เฉลี่ยไม่ถึง 30-40 กิโลเมตร/วันก็มี เมื่อใช้รถน้อย รถก็สึกหรอน้อย ต้นทุนของเราก็ต่ำ อีกประการหนึ่งต้องยอมรับว่าความรับผิดชอบ และระเบียบวินัยของฝรั่งมีมากกว่าคนไทยครับ เมื่อนัดรับรถหรือคืนรถก็มักจะมาตรงเวลาหรือมารอก่อนเวลา ก็ทำให้พนักงานรับส่งรถไม่ต้องรอนาน ก็ทำให้ต้นทุนพนักงานของเราลดลง ถ้าได้รู้ข้อเท็จจริงแล้ว สำหรับธุรกิจรถเช่าของเรา จริงๆลูกค้าฝรั่งควรจะได้ราคาถูกกว่าคนไทยด้วยหรือเปล่าครับ

อาจจะมีบางประเภทธุรกิจครับที่ต้องตั้งราคาสินค้าและบริการไว้สูง เพราะถ้ามีไกด์หรือคนขับรถพานักท่องเที่ยวไปซื้อสินค้าหรือบริการ ทางร้านค้าต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้กับไกด์หรือคนขับรถด้วย แต่ร้านค้าส่วนมาก เมื่อเขาเห็นว่าเป็นคนไทยเข้าไปใช้บริการ เขาก็ลดราคาให้อยู่แล้วครับ

หมายเหตุ ที่ผมเขียนนี้เป็นเรื่องที่ผมได้รับประสบการณ์ตรงด้วยตนเอง ที่เขียนคำว่า "คนไทย" ก็เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ผมได้พบเจอ จะต้องขออภัยไว้ตั้งแต่ต้นหากความเห็นบางประการในบทความนี้ขัดแย้งกับความคิดเห็นของท่าน ผมทราบดีว่าการอ้างอิงถึงเชื้อชาติ และศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ผมพยายามเขียนอย่างระวัง และก็เขียนในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่รักความเป็นไทย ผมมั่นใจว่าคนไทยเรามีหลายส่วนที่เป็นส่วนดี และมีหลายส่วนที่ต้องปรับปรุง


ข้อมูลโดย เพียวคาร์เร้นท์ (Pure Car Rent)
เว็บไซต์ http://www.purecarrent.com/

08 มีนาคม 2552

ใช่ว่าทุกคนจะ เช่ารถ..ได้

เคยมีลูกค้าถามผมครับว่า "ฉันมีเงินจ่ายค่าเช่า ทำไมจึงไม่ให้ฉันเช่ารถ" แหมจริงๆก็เป็นคำถามที่ค่อนข้างทิ่มแทงใจคนทำธุรกิจอย่างเราครับ ถ้าพูดกันตรงๆ เราคนทำธุรกิจ เราก็อยากให้ทุกคนเช่าได้ละครับ จะได้เงินเยอะๆ ธุรกิจก็สามารถเติบโตได้ดี แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นอย่างงั้นครับ

ก็เพราะว่าโลกนี้มีทั้งคนดี และคนเลวครับ เราจึงไม่สามารถให้ทุกคนเช่ารถได้ ต้องมีการตรวจสอบหลักฐาน และประวัติของผู้เช่าก่อนครับ ลองคิดดูครับ เฉพาะในเกาะภูเก็ตเอง ปีๆหนึ่งมีรถที่ถูกเช่าแล้วหายไปก็หลายคันครับ ผู้ประกอบการรถเช่าจึงต้องป้องกันการสูญเสียตรงนี้ไว้ครับ เพราะเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับคนทำรถเช่าอย่างพวกเรา บางทีผลกำไรที่ทำมาทั้งปี หายเกลี้ยงไปกับรถคันเดียว ซ้ำยังขาดทุนอีก

แล้วจะทำอย่างไรจึงจะเช่ารถได้ละ ปกกติผู้เช่ารถ ต้องมีคุณสมบัติ และต้องมีหลักฐาน 3 อย่างครับ
1. ต้องมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ อันนี้เนื่องจากตามกฎหมายไทย ผู้ที่จะทำนิติกรรมสัญญาได้ ต้องมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ครับ
2. ต้องมีบัตรประชาชน บัตรประชาชนก็มีไว้เพื่อยืนยันตัวของผู้เช่าครับ
3. ต้องมีใบขับขี่ ใบขับขี่เป็นเอกสารที่รับรองว่าคุณมีความสามารถในการขับขี่ยานพาหนะ และถ้าผู้ขับรถไม่มีใบขับขี่ บริษัทประกันภัยรถยนต์ก็จะไม่รับผิดชอบเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
4. ต้องมีบัตรเครดิต อันนี้มีไว้เพื่อแสดงว่าผู้เช่ามีความสามารถในการชำระเงินครับ

ข้อมูลโดย เพียวคาร์เร้นท์ (Pure Car Rent)
เว็บไซต์ http://www.purecarrent.com/